วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ Live - มองข้ามช็อตตลาดหุ้นหลังสงครามอิหร่านกับรัฐบาลใหม่

ข่าวสงครามเริ่มซาลง เรื่องใหม่คือการตั้งรัฐบาลใหม่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงนี้เป็นเวลาที่ยังต้องจับตามอง หากตลาดรับimpactสงครามในช่วงที่ 2 เราควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาสลงทุนอย่างไร? 1)สงครามอิหร่านคราวนี้ก็จะมีimpactต่อตลาดหุ้นคล้ายๆกับสงครามในอดีตเคยมีผลต่อตลาดหุ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าวปี1990 หรือ911 หรือสงครามอิรักเข้าไปโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซ็น กล่าวคือจะแบ่งเป็น3ช่วงด้วยกัน -ช่วงแรก เริ่มต้นสงคราม ส่งผลให้เกิดแรงขายpanic sellในตลาดหุ้น ซึ่งสงครามครั้งนี้น่าจะผ่านขั้นนี้ไปแล้ว ตอนตลาดหุ้นไทยร่วงpanicจนต้องเจอเซอร์กิตเบรกเกอร์ พักการซื้อขาย -ช่วง2 สงครามยืดเยื้อออกไป ตลาดแกว่งในกรอบแคบๆSidewayรอข่าวที่ชัดเจน (ซึ่งตอนนี้ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงนี้) หากมีข่าวลบก็จะกระแทกตลาดลง แต่ก็ลงไม่มากแล้ว เช่น ลงไม่เกินเขต1380หรือ1350จุด+/- และช่วงใดมีข่าวทางบวก อย่างเช่นตอนนี้ ก็ขึ้นไปได้จำกัด เช่น รอบนี้ขึ้นไปไม่เกินเขต1440-1450จุด -ช่วงที่่3มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ หรือมีความชัดเจนว่าสงครามจะยุติลง ดัชนีตลาดหุ้นจะเริ่มทะยานขึ้นผ่านกรอบบนแถวๆ1430-1450จุด และน่าจะขึ้นไปnew highเกินยอดไฮเก่า ตลาดหุ้นไทยรอบนี้มีลุ้นไปเกินเขต1545จุด อาจจะเป็นเขต1600ถึง1650จุด 2)ดังนั้นหากจะเข้าซื้อหุ้นก็ควรเริ่มซื้อหุ้นได้ในช่วงที่ 2 โดยเฉพาะตอนมีผลกระทบข่าวร้ายราคาตกมา หรือช่วงซึมตัววอลุมเทรดหดหาย หรือจะไปรอFollow buyตอนเริ่มต้นเข้าช่วงที่3ก็ดี แม้ราคาจะแพงขึ้นหน่อย แต่ปลอดภัยกว่า โดยหุ้นเด่นที่น่าสนใจจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสการลงทุนก็คือพวกที่มีผลกระทบหนักจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงมาแบบpanic จนราคาหุ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก แบบoverreaction ซึ่งเมื่อสงครามคลี่คลายหรือสงบลง หุ้นเหล่านี้มีโอกาสดีดตัวกลับแรง และอาจขึ้นไปnew highในรอบใหม่ เนื่องจากความแข็งแกร่งของกิจการ ..... ท่านที่ไม่อยากพลาดด้วยประการทั้งปวง แจ้งความประสงค์รับฟังคลิปยาว1ชั่วโมง สไลด์ประกอบคำบรรยาย และโผ10 หุ้นเด่นฟรี สำหรับท่านสมาชิกของเรา ส่วนท่านที่จะตีตั๋วเข้าร่วมงาน คลิกลิ้งค์นี้(มีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง) https://lin.ee/iBSYC5D By ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น ( ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง )

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

ประยุกต์ใช้โมเดล Creative Destruction สงครามสหรัฐกำจัดผู้นำอิหร่าน เป็นโอกาสในการลงทุนหุ้น

ประยุกต์ใช้โมเดล Creative Destruction สงครามสหรัฐกำจัดผู้นำอิหร่าน เป็นโอกาสในการลงทุนหุ้น
By ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น ( ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง ) 6 มีนาคม 2569 Creative Destruction Model นี้ ผมค้นคว้าและนำเสนอมาเป็นสูตรพลิกวิกฤตเป็นโอกาสลงทุนในยามเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ รวมทั้งตอนเกิดสงครามสำคัญๆ และได้ผลดีอย่างยิ่งมาตลอด ลองนำมาประยุกต์ใช้กับวิกฤตการณ์สงครามเที่ยวนี้กันดูเลยครับ ช่วงที่ 1 ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไปเมื่อวันจันทร์ 2 และพุธที่ 4 มีนาคม เมื่อวิกฤตการณ์เริ่มต้นขึ้น คือการที่สหรัฐกับอิสราเอลล็อกเป้าโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ส่งผลลบทางจิตวิทยาของมวลชนในตลาด จึงพากันเทขายหนีตายออกมาด้วยความแตกตื่น( Panic Sell ) ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงอย่างรุนแรงมากถึง61จุด หรือติดลบ4.04% ในวันจันทร์ และร่วงลงมากถึง 177 จุด หรือลบมากกว่า8% จนตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์หยุดการซื้อขายอัตโนมัติ กระทั่งส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัวลงไปมากกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ๆ ( Under Value ) ช่วงที่ 2 สงครามดำเนินต่อไป ทำท่าว่าจะยืดเยื้อออกไปเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ราคาหุ้นในตลาดนับตั้งแต่วันพฤหัสฯที่ 5 มีนาคม ก็หยุดร่วงลงแบบ Panic Sell แล้ว และเริ่มฟื้นตัวแบบทรงๆตัว เนื่องจากมวลชนในตลาดหุ้นได้พากันเทขายออกไปจนหนำใจ ก่อนหน้านี้แล้ว นรกก็จะค่อย ๆ เย็นลง แต่ตลาดจะเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวออกด้านข้าง(Sideway) ทั้งปริมาณและมูลค่าซื้อขายจะเริ่มชลอตัวลง ราคาหุ้นจะไม่ร่วงpanicแบบไหลรูดลงแล้ว เพราะคนที่ขายก็พากันขายจนเป็นที่พอใจแล้ว(รวมทั้งคนที่ถูกบังคับขายforce sellด้วย) แต่ในทางตรงกันข้าม ฝั่งซื้อก็ยังไม่กล้าซื้อหุ้น ซื้อแล้วก็ก็ไม่กล้าถือ กำไรหน่อยก็ขาย เพราะยังขาดความเเชื่อมั่นในทิศทางตลาด และทิศทางสงคราม เนื่องจากว่าวิกฤตการณ์สงครามยังยืดเยื้อ หรือยังไม่เคลียร์ ในช่วงนี้ราคาหุ้นจึงมักจะแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ช่วงจังหวะระยะที่ 2 นี่เองที่ผมแนะนำว่าเริ่มเก็บหุ้นได้แล้วนะครับ ฝุ่นหายตลบแล้ว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปยาวนาน ตลาดยิ่งจะแกว่งตัวแคบ ความซบเซาทรง ๆ ปกคลุม แบบนี้เริ่มช้อนได้ ไม่มีใครแย่ง (ไม่มีใครกล้าแหย็มไล่ราคาขึ้นด้วย) แต่ถ้าท่านใด ยังไม่กล้าช้อนซื้อในช่วงนี้ ก็ให้WAIT & SEE คอยจังหวะในช่วงต่อไปครับ ช่วงระยะที่ 3 เมื่อวิกฤตการณ์สงครามสิ้นสุดลง หรือทำท่าว่าสงครามจะสิ้นสุดลง หรือกะเก็งกันว่าผลจะจบแบบไหนแบบชัดเจน (ส่วนรอบสงครามอิหร่านนี้ ฉากจบมีหลายแบบ ตั้งแต่การเปลี่ยนระบอบปกครองของอิหร่าน หรือได้ผู้นำใหม่แล้วเจรจาหย่าศึกกัน หรือไม่ก็รบกันไปเรื่อยๆแบบรัสเซียVSยูเครน จนกลายเป็นสงครามประจำถิ่น ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นกันแล้ว) เมื่อเข้าสู่ช่วงนี้แล้ว ราคาหุ้นก็จะปรับตัวทะยานขึ้น และควรบันทึกสถิติไว้ว่า ในช่วงที่ 3 นี้ราคาหุ้นจะขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ ( New High ) กว่ายอดไฮ หรือยอดสูงเดิมก่อนจะตกลงมาเพราะสงคราม แบบที่เรียกว่า นวตกรรมใหม่เกิดขึ้นหลังจากทำลายของเดิมลงไปแล้วนั่นเอง อย่างสงครามเที่ยวนี้เมื่อเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่าจะปิดฉากลงอย่างไรแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นก็จะดีดตัวขึ้น และจะขึ้นไปทำจุดสูงใหม่กว่าที่ทำไว้ล่าสุดบริเวณ 1550 จุด ขึ้นไปทำนิวไฮ อาจจะขึ้นไปเขต1600 ถึง1650จุดในรอบใหม่ครับ ในช่วงระยะเริ่มต้นเฟสที่ 3 นี้เอง ที่ผมขอให้เคล็ดลับแนะนำแนวทางในการลงทุนไว้ว่า ให้เพิ่มพอร์ตการลงทุน หรือซื้อเพิ่มจนเต็มพอร์ต ( หรือถ้าในช่วงที่ 2 จังหวะซึมๆ ซึมกระทือ วอลุ่มบางเฉียบอย่างมีนัยสำคัญ ก็ควรเริ่มเก็บได้แล้ว แต่หากยังไม่กล้าเก็บไม่กล้าช้อนซื้อในช่วงปลายๆช่วงที่ 2 ก็ต้องมาเร่งเอาช่วงที่ 3 นี้หละครับ ) จากนั้นให้ถือครองกอดหุ้นไว้ แล้วนำไปรอขายในช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ ( NEW HIGH ) เป้าหมายรอบต่อไปก็ราวๆ1650จุดครับ โชคดีมีกำไรปลอดภัยในการลงทุนทุกท่านครับ

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ณัฐวุฒิ Liveก.พ. 69 - Election Rally และเป้าหมายหุ้นไทย/กองLTFหมดอายุหาจังหวะขายออกย้ยไปเข้าหุ้นนอกกองไหนดี?

-หุ้นไทยมีPre-Election Rallyขึ้นมาขานรับเลือกตั้ง8กุมภาฯมากกว่า100จุดแล้ว ตอนนี้ลุ้นผ่านด่าน1345แล้วมีโอกาสวิ่งไปอีก100จุด ช่วงรู้ผลเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลใหม่ Honeymoon period -แต่ระยะต่อไปจะวิ่งยาวหรือหัวทิ่มหมดรอบก็ขึ้นกับผลเลือกตั้งกับรัฐบาลใหม่ หากเกิดเสถียรภาพและพัฒนาก็จะพลิกฟื้นรอบใหญ่ แต่หากได้รัฐบาลยี้ก็รับกรรมกันต่อไป -ในท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ พี่รีในฐานะผู้เชี่ยวชาญกองทุน และชวนเปลี่ยนจากหุ้นไทยไปหุ้นนอกมา4ปีอย่างต่อเนื่อง เลยมาชวนคนที่ถือLTFจนครบอายุขายได้ หรือคนที่ยืนขาตายมาหลายปี หาจังหวะสับเปลี่ยนพอร์ตไปหาโอกาสกองทุนนอกทั้งเอเชีย เวียดนาม จีน เกาหลี กองทุนอสังหาฯโลก กองเฮลธ์แคร์ และกองทุนทองคำ รับฟังรายละเอียดคลิกลิ้งค์ชมเลยครับ https://www.youtube.com/watch?v=hIiTVJyNHys https://www.facebook.com/tontancorp/videos/914258977626732/ By ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น ( ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง ) ติดตามเราได้ที่ : Facebook : เพจหลัก https://fb.com/tontancorp เพจสำรอง https://fb.com/richInvestor ชม Live สด จันทร์-ศุกร์ 13.30 น. Youtube : https://goo.gl/J9u1jm ชม Live สด จันทร์-ศุกร์ 13.30 น. สอบถามข้อมูล Line@ : https://goo.gl/ybfAvJ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568

FEDลดอัตราดอกเบี้ยกับผลต่อตลาดหุ้นไทย มองข้ามช็อตไปหลังSell on factลุ้นรัฐบาลอนุทินQuick Win1500จุด

By ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น ( ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง ) 18 กันยายน 2568
1.การที่FEDลดอกเบี้ยหนนี้ 0.25% และให้เป้าหมายลดอีก2ครั้ง ครั้งละ0.25%ในปีนี้ และอีก0.25%ในปีหน้า เป็นไปตามตลาดคาดการณ์ เลยทำให้เกิดการSell on fact กล่าวคือจากที่เคยเก็งกำไรล่วงหน้าไล่ราคาทองคำขึ้นไป ก็เกิดการขายทำกำไรเมื่อข่าวจริงปรากฎ และมีการช้อนซื้อเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์กลับมา
แต่การที่หุ้นสหรัฐฯยงไปต่อ รวมทั้งดัชนีล่วงหน้าสหรัฐบวกต่อ เนื่องจากตลาดมองว่าการที่FEDไม่ลดดอกเบี้ยแรงถึง0.5%นั้นสะท้อนว่าผ่อนคลายความวิตกว่าเศรษฐกิจจะเกิดRecession
2.ตามสถิติแล้ว ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเอเชียมีความสัมพันธ์ไปในทางบวกในช่วงFEDดอกเบี้ยขาลง ที่ชัดเจนมากคือรอบดอกเบี้ยFEDขาลงหลังวิกฤตHAMBURGER CRISIS ปี2008 ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้น จากจุดต่ำสุด380จุดในปี2008 ขึ้นไปสูงสุดเขต1650จุด และรอบดอกเบี้ยขาลงช่วงวิกฤตCOVID ดัชนีหุ้นไทยขึ้นจากเขต969จุด ขึ้นไปสูงสุดที่เขต1718จุด
ก็คงต้องติดตามว่าFEDดอกเบี้ยขาลงเที่ยวนี้ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลบวกเหมือนเที่ยวที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไร
3.พื้นฐานหุ้นไทยที่น่าสนใจและอาจดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้า(Fund inflow)คือการที่การเมืองเริ่มมีความหวังขึ้น รัฐบาลใหม่จะเร่งQuick winโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมูลค่าหุ้นไทยยังต่ำมาก โดยมีสถิติเชิงเปรียบเทียบคือ -เวลานี้ดัชนีหุ้นไทย(SET)ซื้อขายเพียง1.24เท่า หากปเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกเวลานี้ซื้อขายที่3.13เท่า และตลาดหุ้นEmertging 1.99เท่า ขณะที่แม้P/Eหุ้นไทยในเวลานี้ซื้อขายที่17เท่า แต่Forward P/Eในสิ้นปีนี้ไปอีก3ปีข้างหน้ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยบหุ้นโลก และเอเชีย-Emerging นี่ก็อาจเป็นจุดดึงดูดสำหรับเงินทุนไหลเข้า แต่ด้วยปัจจัยลบคือเสถียรภาพทางการเมืองที่ขาดความแน่นอน อัตราเติบโตเศรษฐกิจไทยต่ำ ปัญหาธรรมาภิบาลในตลาด จะคอยกดดันเป็นระยะ ดังนั้นผมจึงให้มูลค่าของตลาดหุ้นไทยเทียบระดับค่าP/BV1.5เท่า (คือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกครึ่งหนึ่ง และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นEmergingที่อยู่ระดับ2เท่า) มูลค่าเหมาะสม1.5เท่า ยกเว้นปัจจัยลบจะทุเลาลงก็อาจปรับขึ้นไปที่ระดับP/BV 1.7 เท่า ณ ระดับดัชนีราว1,600จุด ซึ่งก็ถือว่าามีUpsideอยู่พอสมควร
4.แนวโน้มทางเทคนิคของบตลาดหุ้นไทย
-ในบทความวันที่9เมษายนตอนดัชนีหุ้นร่วงลงไปเขต1055จุด ผมได้กล่าวว่าราคามูลค่าหุ้นไทยได้สะทม้อนข่าวลบสงครามการค้าไปมากพอแล้ว และมูลค่าก็ต่ำเกินไป จึงไม่ควรขายหุ้นทิ้ง ( ดู https://www.facebook.com/tontancorp/posts/pfbid02zNHHxp1cj8Zj2hnd3V1errJcaiHhJdzrKLPuVQ88harw3GtTZ5PDDQCypchggMSLl) -ต่อมาตอนเกิดสงครามอิสราเอลVSอิหร่าน่ที่ตลาดวิตกว่าจะเกิดสงครามโลก ผมได้ชี้ว่าตลาดหุ้นไทยก็ได้สะท้อนความวิตกไปมากพอ เมื่อไม่หลุดฐานสำคัฐเขตราวๆ1050จุด จะได้เห็นดัชนีหุ้นดีดกลับรอบใหญ่ในรูปแบบW-SHAPED RECOVERY มีเป้าหมายปลายทางสำคัญราวๆ1500จุด+/- (ดูบทความ วันที่25มิถุนายน https://www.facebook.com/tontancorp/posts/pfbid02YNxq4MX7XhnLbGarhrAuaoBfxbUA9ff8oPnBz6p8FyrzrR3NnqAjK4Pmw7SrBiuMl?viewas=100000686899395 ) -อัพเดตตอนนี้ ดัชนีหุ้นไทยขึ้นผ่านเขตแนวต้าน1280จุด ตอนนี้มาทดสอบแนวต้านด่านหนึ่งราวๆ1307จุด จึงคาดการณ์ว่าในระยะเดือนSETยังน่าจะปรับตัวขึ้นไปเป้่หมายถัดไปราวๆ1333-1355จุด หรือดีที่สุดเขต1385จุด อย่างไรก็ตามอาจเจอSell on factช่วงFEDลดดอกเบี้ยออกมา แต่ก็อาจจะมีฐานรับราวๆ1300ไม่เกิน1280จุด+/- และจากนั้นก็จะขึ้นตามแนวโน้มขาขึ้นต่อไปครับ -ส่วนระยะ4เดือนรัฐบาลอนุทินไปถึงราวปีใหม่2026นั้น น่าจะขึ้นไปเขตราวๆ1500จุด ดีที่สุดราวๆ1600จุด เทียบเท่าP/BVระหว่าง1.5-1.7เท่า ดังนั้นInvestment themeในการเทรดรอบนี้ก็คือ การฟื้นตัวขึ้นหลังวิกฤตต่างๆคลายตัวลง อาจจะได้อานิสงส์จากการที่FEDลดดอกเบี้ย แม้หุ้นไทยยังไม่น่าดึงดูดใจมาก แต่อาจดึงดูดใจFund flowในแง่ที่ว่าราคาหุ้นถูกกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นโลกมากเกินกว่าครึ่งในเวลานี้ 5.หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาลง *หุ้นไฟแนนซ์ ลีสซิ่งที่จะมีต้นทุนทางการเงินต่ำลง และกำไรดีขึ้น *หุ้นกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ บ้านคอนโดที่จะได้ประโยชน์กำลัง.ืท้อลูกค้าฟื้นตัว *หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทมี่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ อย่างพวกพลังงาน น้ำมัน ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมพื้นฐานต่างๆ *หุ้นที่จะได้ผลกระทบทางลบคือ แบงก์ที่จะมีNIMลดลง รวมทั้งกลุ่มประกันที่จะได้ผลตอบแทนจากเงินฝากน้อยลง (แต่อาจไปชดเชยจากตลสดบอนด์ และตลาดหุ้นแทน) โชคดีมีกำไรปลอดภัยในการลงทุนทุกท่านครับ
............ Exclusive Webinar 8หุ้นเด่นควิกWin100% ยุครัฐบาลอนุทิน4+4เดือน ลุ้นหุ้นไทยไป1500 3 หุ้นเล็กดีรสโต 3 หุ้นเทิร์นอะราวด์สุด 2 หุ้นรับผลบวกสุดยุคอนุทิน 19 ตุลาคมนี้ Exclusive Webinar สำหรับสมาชิก สมัครตอนนี้รับหุ้นเด่นชุดแรก4ตัว 29 กันยายนนี้ @https://goo.gl/ybfAvJ

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ตลาดหุ้นNew Highหลัง"หยุดยิง"&พลิกวิกฤตภาษีทรัมป์

*ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ทำจุดสูงใหม่(new high)ทะลุขึ้น1245จุด ลบสถิติยอดเก่าที่เคยทำไว้1230จุดได้แล้ว หลังมีข้อตกลงหยุดยิง และได้ลุ้นลดภาษีทรัมป์ *นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาเป็นฝ่ายซื้อ15000ล้านในช่วงสตาร์ทครึ่งหลังของปี ขณะที่พบว่าราคาหุ้นไทยต่ำสุดในรอบ17ปี ถูกรั้งท้ายของโลก อาจจะมีโอกาสไล่กวดกลับไปเกาะกลุ่มไม่ให้โดนทิ้งห่าง(Laggard)เกินไป เนื่องจากสารพัดปัจจัยร้ายกำลังคลายไปเป็นบวก ดูรายละเอียดในคลิป .... สัมมนาฝ่าวิกฤติศรัทธา โอกาสดีที่สุดในรอบ17ปีสำหรับนักลงทุนระยะกลางและระยะยาว ด้วย3หุ้นเด่นเน้นรอบใหญ่ สำหรับนักลงทุนระยะกลาง&ยาวที่หาโอกาสสำคัญที่สุดในการลงทุน นี่เป็นจังหวะที่ดีที่สุดในรอบ17ปี นับตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เมื่อปีค.ศ.2008เป็นต้นมา ที่ราคาหุ้นไทยลงมาถูกที่สุด และกำลังเริ่มต้นฟื้นตัว คัดหุ้นเด่นสุดSML(เด่นสุดของหุ้นขนาดเล็ก กลาง และใหญ่) 3ตัวที่เริ่มต้นเทร็นด์ขาขึ้น และอนาคตที่ก้าวกระโดด 3 สิงหาคม หลังชัดเจนภาษีทรัมป์ มาหาโอกาสฝ่าวิกฤติกันกับอาจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ต่ออายุสมาชิก หรือสมัครใหม่ ใช้สิทธิ์เข้างาน ฟรี แอด Line: https://goo.gl/ybfAvJ เพื่อเข้าร่วมงานตอนนี้

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568

สงคราม - การเมือง เขย่าตลาดหุ้นไทย ? |สว.นิรัตน์,ดร.ณัฐวุฒิ| ท่องโลกลงทุ...

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568

ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์:วิกฤตTrade Warมีผลลบต่อตลาดหุ้นไทยขนาดไหน และต้องรับมืออย่างไรในเวลานี้?

By ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น ( ก่อตั้ง พศ.2540 ใบอนุญาตกระทรวงการคลัง ) 8 เมษายน 2568 เวลา11.45 1.ตลาดหุ้นไทยตกมาก่อนตลาดหุ้นอื่นๆในโลกแล้ว โดยลงมาต่อเนื่อง 3 ปีแล้ว หากนับจากจุดสูงสุด1718จุด มาถึงเวลานี้ที่ดัชนีตกมาเขต1055จุด ก็เท่ากับลงมามากกว่า38% นับแต่ก่อตั้งมา 50 ปี ตลาดหุ้นไทยเคยเผชิญวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญมารวม 12 ครั้ง ภาวะตลาดหมีจากวิกฤตนั้นหุ้นตกระหว่าง25%ถึง92% เฉลี่ยแล้วภาวะตลาดหมีจะอยู่ที่-46% โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นภาวะตลาดหมีหนักในระดับกลางๆก็มักจะลงมาราวๆ30ถึง35% แต่หากเจอวิกฤตช็อกโลกก็มักจะลงมาราวๆ60ถึง65% (ดูบทวิจัยของดร.มาร์ค โมเบียส https://www.markmobius.com/news-events/this-time-its-different-bear-markets-and-what-we-can-learn-from-history ) 2.หากนำโมเดลตลาดหุ้นยามวิกฤตมาประเมินการตกของตลาดรอบนี้ ก็จะพบว่า *ตลาดหุ้นโลกอาจจะผ่านช่วงระยะแรก คือภาวะPanic Sell *และตอนนี้อาจจะเข้าสู่ระยะช่วงที่ 2 คือซึมๆรอดูพัฒนาการของเหตุการณ์(ในช่วงนี้คือรอดูว่าในวันที่9นี้สหรัฐฯขึ้นกำแพงภาษีสงครามการค้าเลย และจีนก็ตอบโต้กันดุเดือดขึ้น หรือว่าจะมีการเจรจาหาทางรอมชอมกัน) *ต้องรอวิกฤตคลี่คลายก่อน หากเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จึงจะเข้าสู่ช่วงระยะที่ 3 ฟื้นตัวกลับไปrecoverได้ แต่หากยังตอบโต้กันดุเดือดก็อาจวนลูปกลับไประยะที่1
(อ้างอิงจาก Creative Destruction Model และการนำไปประยุกต์ใช้กับวิกฤตการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้น https://thailworld.blogspot.com/2016/02/creative-destruction-model.html ) 3.เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเมื่อวาน(7เมษายน) หยุดชดเชย ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ตกPanic sellแรงถึงระดับ10%จนต้องหยุดซื้อขาย(เซอร์กิต เบรกเกอร์)แบบหลายตลาดในย่านเอเชีย ทางบอร์ดตลาดฯก็มีมาตรการห้ามขายชอร์ตชั่วคราว1สัปดาห์ กำหนดเพดานขาลงไม่เกิน15%(จากปกติ30%) ประกอบกับตลาดหุ้นอื่นๆก็เกิดการฟื้นตัวพอดีในวันนี้ ตลาดหุ้นไทยก็อาจจะตกไม่หนักมากเท่าตลาดหุ้นเอเชียเมื่อวานนี้ ข้อสรุปและข้อเสนอ-ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกมามากกว่า38% และตกมาก่อนหน้าวิกฤตการณ์Trade War พอเกิดPanic sellเรื่องนี้ก็ตกซ้ำผสมโรง ซึ่งตอนนี้ตลาดทั่วโลกผาจผ่านพ้นช่วงPanic และกำลังติดตามประเมินข้อมูลข่าวสารและพัฒนาการสำคัญของเหตุการณ์ ซึ่งก็คงรู้ชัดเจนในวันสองวันนี้ว่า สงครามการค้าจะดุเดือดต่อไป หรือมีแนวทางเจรจารอมชอม ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทยต่อไป จึงไม่ควรผลีผลามตัดสินใจในเวลานี้ครับ Source:ผมให้สัมภาษณ์รายการวิทยุเจาะหุ้น10โมงเช้า FM90.5MHz นาทีที่10เป็นต้นไปในคลิปนี้ https://www.facebook.com/SmartNewsFM90.5/videos/1396058148415515